สุขภาพองค์รวม holistic health

ดูแลตัวเองด้วยธรรมชาติ "แบบองค์รวม"

เคยเขียนถึงแนวคิด Holism (องค์รวม) ไว้ครั้งหนึ่งในบทความเรื่อง "กฎแห่งธรรมชาติ"

Holism มาจากคำว่า Holos ในภาษากรีก หมายถึง ความสมบูรณ์ทั้งหมดของสรรพสิ่ง (wholeness) มีเอกลักษณ์และเป็นเอกภาพ ที่มิอาจแบ่งแยกเป็นส่วนย่อยๆได้

สำหรับผม องค์รวมถือเป็นกรอบความคิดพื้นฐาน (Basic Conceptual Framework) ที่ใหญ่ที่สุดและสำคัญที่สุด สามารถนำไปปรับใช้ได้กับทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นชีวิตส่วนตัว หรือธุรกิจ

ลองดูสัก 2-3 เรื่องครับ

1. SYSTEMS THINKING

เป็นวิธีการคิดกลยุทธ์เชิง "ระบบ" หรือ"แบบองค์รวม" (Holistic Approach) ซึ่งเป็นแนวคิดที่ตรงกันข้ามกับ Analytic Thinking

Systems Thinking จะมองถึงสิ่งต่างๆ เป็นระบบการทำงาน (system) และให้ความสำคัญกับปฏิสัมพันธ์และการเชื่อมโยงของส่วนต่างๆ ทั้งในระบบ และนอกระบบ

แต่ Analytic Thinking จะมีวิธีการที่แตกต่างออก

อยากรู้ว่า Analytical ทำงานอย่างไร ก็ลองนึกถึงภาพที่ engineer กำลังแก้ไขเครื่องจักรที่เสียอยู่

Engineer จะวิเคราะห์ว่าเครื่องจักรมันน่าจะเสียเพราะอะไร และตรงจุดไหน โดยอาจจะถอดส่วนประกอบของเครื่องจักรออกมาทีละชิ้น เพื่อหาว่าชิ้นส่วน (Parts) ไหนเสีย เสร็จแล้วก็เฉพาะส่วนที่เสียไปซ่อม หรือหาชิ้นส่วนใหม่มาทดแทน

Analytic Thinking จึงเป็นการคิดแบบ Linear และ Reductionism คือเป็นเส้นตรง มีขั้นมีตอนที่ชัดเจน และตัดทอนสิ่งที่คิดว่าไม่เกี่ยวข้องออกไป

Stephen Haines กล่าวไว้ในหนังสือ "Strategic Thinking - The System Thinking Approach" ว่าการใช้แนวคิดแบบ Analytic Thinking Approach ในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง หรือพัฒนาในเชิงกลยุทธ์จึงไม่เพียงพอ โดยเฉพาะโลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความซับซ้อนทางสังคม วัฒนธรรม และการเมือง

น่าเสียดายที่การศึกษาบ้านเราเน้นสอน Analytic เป็นหลัก คนของเรา (ขีดเส้นใต้ 2 เส้น โดยเฉพาะนักการเมือง) จึงมักตัดสินใจเรื่องสำคัญบนพื้นฐานของ "การตัดทอน" หรือ "ลดส่วน" ขาดการมองภาพรวมแบบ Holistic View

2. HOLISTIC MARKETING

เป็นแนวความคิดการตลาดแบบองค์รวม ผมเคยเขียนเรื่องนี้ไปแล้ว ลองตามอ่านได้ที่นี่ครับ

3. HOLISTIC HEALTH

จะขอขยายเรื่องนี้เยอะสักนิด เพราะน่าจะเป็นประโยชน์กับผู้อ่านและสมาชิก ifarm ที่มีความสนใจเรื่องธรรมชาติเป็นทุน

Holistic Health เป็นแนวคิดการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ที่ไปหยิบเอากฎของธรรมชาติ (Law of Nature) มาปรับใช้ในการดูแลสุขภาพ และชีวิต

ในมุมของสุขภาพองค์รวม มนุษย์ถือว่า Living System ที่ประกอบด้วยร่างกาย (physical) อารมณ์ (Emotional / Mind) และจิตวิญญาณ (Spiritual) ที่ดำรงชีวิตอยู่ในสังคม (Environmental)

การมีสุขภาพที่ดีในแบบองค์รวมจึงหมายถึงการที่ Physical, Emotional และ Spiritual อยู่ในสภาวะสมดุล (Balance) และภายใต้สิ่งแวดล้อมทางสังคม (Social Environment) และทางกายภาพ (Physical Environment) ที่ดี


สุขภาพกายจะดีไม่ได้ หากสุขภาพใจไม่สมบูรณ์ และกลับกันสุขภาพใจจะดีไม่ได้ ถ้าร่างกายไม่แข็งแรง

ในมิตินี้ สุขภาพจึงมากกว่าการปราศจากโรคภัย แต่คือการดำรงอยู่ใน "สุขภาวะ" หรือ "Well-being"

Holistic Health ให้ความสำคัญสูงสุดกับการทำงานเชื่อมโยงของร่างกาย อารมณ์ และจิตใจ หากส่วนหนึ่งส่วนใดมีปัญหา จะส่งผลกระทบถึงส่วนอื่นๆที่เหลือ

จุดนี้จึงทำให้สุขภาพองค์รวม แตกต่างไปจากแพทย์แผนปัจจุบันซึ่งเป็นการรักษากระแสหลักของบ้านเรา

คือ สุขภาพองค์รวมใช้แนวคิดแบบ Holism คิดเป็นวงกลม ส่วนแผนปัจจุบันมักใช้แบบ Analytics คิดแยกส่วน และตัดทอน (Reductionist)

แพทย์แผนปัจจุบันมองร่างกายมนุษย์เป็นส่วนๆ จุดไหนมีปัญหาก็ซ่อมตรงไหน ร่างกายจึงเปรียบเสมือนเครื่องจักร

เช่น ถ้าคนไข้ปวดหัว ไปหาหมอที่โรงพยาบาล หมอก็จำทำการซักประวัติ เช่น ว่าปวดหัวมากี่วันแล้ว ปวดตรงไหน ข้างเดียวหรือสองข้าง มีอาการอาเจียนไหม แพ้ยาหรือไม่ เมื่อวินิจฉัยเสร็จแล้วก็สั่งยาแก้ปวดหัวให้คนไข้ไปทาน

แต่จริงๆแล้วคนไข้มีอาการปวดหัวเนื่องจากการสะสมความเครียดเพราะมีปัญหาทะเลาะกับเพื่อนร่วมงาน และหัวหน้าอยู่เป็นประจำ และเป็นระยะเวลานาน

ยาที่ได้รับจึงเป็นแค่ระงับอาการปวดหัว (ร่างกาย) ไม่ได้รักษาที่ต้นเหตุ (จิตใจ)

รบกวนขีดเส้นใต้อีก 2 เส้นครับ ผมไม่ได้บอกว่าสุขภาพองค์รวมดีกว่าแพทย์แผนปัจจุบัน หรือแผนปัจจุบันดีกว่าองค์รวม เพราะส่วนตัวเห็นว่าทั้งสองสำนักมีจุดอ่อนจุดแข็งที่แตกต่างกัน เหมาะที่จะนำไปใช้กับสถานการณ์ที่แตกต่างกัน

ตัวอย่างเช่น แพทย์แผนปัจจุบันรักษาได้ผลเร็วกว่า รูปแบบการรักษามีทั้งยา การผ่าตัด และเทคโนโลยีอื่นๆ ส่วนการรักษาแบบองค์รวมก็มีประสิทธิภาพกับโรคเรื้อรัง และมักไม่ค่อยมี side effect เพราะเน้นการรักษาตามแนวทางธรรมชาติ (Natural Healing)

สุขภาพองค์รวมเด่นที่การป้องกัน (Preventive Healing) ส่วนแผนปัจจุบันเก่งที่การรักษา (Curative Healing)

ถึงตรงนี้ หลายท่านอาจมีคำถามว่าแล้วเราควรจะใช้แผนไหน เมื่อไรถึงจะดี

ขอตอบแบบนี้ครับ มีข้อมูลจากหลายสำนัก ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ สรุปตรงกันว่ากว่า 70-80% ของการเจ็บป่วยสามารถป้องกันและรักษาได้ด้วยตัวเอง มีเพียงประมาณ 20-30 % เท่านั้นที่จำเป็นต้องพึ่งเทคโนโลยี่ทางการแพทย์สมัยใหม่

นอกจากนี้ข้อมูลจากกองควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐที่สำรวจว่าปัจจัยอะไรที่มีผลต่อการเจ็บป่วยของคนเรา ไ้ด้ข้อสรุปออกว่าโรคภัยไข้เจ็บส่วนใหญ่เกิดจากการดำเนินชีวิตประจำวัน (Everyday Lifestyle) ที่ไม่ถูกต้อง (53%) รองลงมาเกิดจากสภาพสิ่งแวดล้อม (19%) พันธุกรรม (18%) และคุณภาพของการรักษา (10%)

ถ้าลองสำรวจในประเทศไทย ผมว่าก็น่าจะได้ข้อมูล Pattern ที่ใกล้เคียงกัน

ทั้งนี้เพราะด้วยสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป แรงกดดันจากการแข่งขันที่สูงขึ้น และการไหล่บ่าของวัฒนธรรมต่างชาติ ทั้งจากตะวันตก K-POP หรือ J-POP ทำให้คนจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะในกรุงเทพ และเมืองใหญ่ๆ ทิ้งวิถีความเรียบง่ายแบบไทยๆไป

ลองมาดูตัวอย่างของ Lifestyle ที่สุ่มเสี่ยงต่อการเจ็บไข้ได้ป่วยกันครับ

  • ทานอาหารไทยน้อยลง ชอบอาหารต่างประเทศโดยเฉพาะประเภท Fast Food
  • ทานแต่ข้าวขัดขาว ทานเนื้อสัตว์เป็นหลัก
  • ทานผักน้อยลง โดยเฉพาะผักพื้นบ้าน
  • ในบ้านปลูกแต่ไม้ดอก ไม่มีผัก พืชสวนครัว หรือเห็ดไว้ทานเองเลย
  • ทานอาหารนอกบ้านเป็นประจำ กินอาหารบรรจุกล่องโฟมอยู่เรื่อยๆ
  • อุ่นอาหารด้วยไมโครเวฟ
  • ดื่มน้ำอัดลมต่างน้ำ ดื่มน้ำครั้งละหลายแก้วระหว่างมื้ออาหาร
  • ไม่ทานอาหารเช้า หรือทานอาหารไม่ตรงเวลาจนเป็นนิสัย
  • ทานอาหารมื้อเย็นเกิน 20.00 จนเป็นเรื่องปกติ
  • นอนเกิน 23.00 น. ทำงานถึงตี 2 ตี 3 ทุกวัน
  • กินสารพัดอาหารเสริม วิตามินเป็นว่าเล่น ปวดหัวปุ๊ป กินยาปั๊ป
  • ออกกำลังกายน้อยลง หรือออกกำลังกายไม่ถูกวิธี (เช่น ไป Fitness 1 ทุ่ม กว่าจะเสร็จเกือบ 3 ทุ่ม เสร็จแล้วต้องแวะซื้ออาหาร กว่าจะถึงบ้านอีก 1 ชม หรือ 2 ชม ได้ทานข้าวมื้อเย็นตอนใกล้ 5 ทุ่ม ทานเสร็จก็นอนเลย อาหารไม่ทันได้ย่อยเลย ไปๆมาๆกลายเป็นว่าไปออกกำลังกลายเพื่อสะสมโรค)
  • ด่ากราดทุกครั้งที่คนขับรถไม่ถูกใจเรา ระเบิดอารมณ์ทุกครั้งที่ลูกน้องทำงานไม่ได้อย่างใจเรา
  • เบื่อกับคำถามของลูกๆ และตวาดลูกๆ เป็นประจำ
  • ชักสีหน้าเมื่อเพื่อนร่วมงานไหว้วานให้ทำอะไร ทะเลาะกับเพื่อนบ้านด้วยเรื่องเล็กๆน้อยๆ
  • ตื่นขึ้นมาพร้อมกับความเบื่อหน่าย โดยเฉพาะเช้าวันจันทร์
  • อิจฉาเพื่อนร่วมงาน มองโลกในแง่ร้าย .....


เหล่านี้ล้วนเป็นพฤติกรรมที่ไม่สอดคล้องกับวิถีธรรมชาติและวิถีความเป็นไทย ซึ่งเป็นบ่อเกิดของโรคภัยไข้เจ็บ โดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อ

การเจ็บป่วยจาก Lifestyle ไม่ได้แสดงผลทันที แต่จะสะสมไปเรื่อยๆ จนเมื่ออาการแสดงออก การรักษาก็มักไม่ทันการณ์แล้ว

ข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขระบุชัดเจนว่าสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆของคนไทยมาจากโรคไม่ติดต่อ หรือ NCDs (Non-communicalbe diseases) เช่น มะเร็ง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หัวใจขาดเลือด โรคปอดเรื้อรัง

ซึ่งโรคภัยทั้งหมดนี้ล้วนแต่ป้องกันได้ หากเราตั้งใจและฝึกฝนในการดูแลสุขภาพกาย (Physical Health) สุขภาพใจ (Emotional & Spiritual Health) ให้อยู่สภาวะสมดุลอยู่ตลอดเวลา

ไม่ใช่เจ็บป่วยแล้วค่อยไปหาหมอ และปล่อยหน้าที่การดูแลสุขภาพของตัวเราเองไว้กับหมอ

เชื่อเถอะไม่มีใครดูแลสนใจและดูแลสุขภาพของเราได้ดีเท่ากับตัวเราเองหรอกครับ


Article Credit : อ.คณวัฒน์ ธีรนิธิวัฒน์ (ที่ปรึกษาธุรกิจ และผู้บริหาร ifarm) - find more

.

MORE ARTICLES

MORE KNOWLEDGE

EXPLORE MORE
เครื่องผสมขี้ เลื่อย
หม้อนึ่งความดัน 300 ขวด
หม้อนึ่งความดัน 60 ขวด
เครื่องอัดก้อน 2 หัว
ตู้นึ่งก้อนเชื้อ เห็ด
เครื่องอัดก้อน 8 หัว



More Details

.
.
Info




ก้อนเชื้อเห็ดคุณภาพ ifarm มีทั้งก้อนเชื้อเห็ดนางฟ้า เห็ดโคนญี่ปุ่น เห็ดเป๋าฮื้อ เห็ดขอนขาว และเห็ดอื่นๆ

 

Info
Info

อุปกรณ์และเครื่องจักรการเพาะเห็ด เช่น เครื่องผสมก้อนเชื้อเห็ด เตานึ่งฆ่าเชื้อ เครื่องอัดก้อนเชื้อเห็ด

 

Info
Info

เชิญร่วมอบรมเพาะเห็ด - หลักสูตรอบรมเพาะเห็ดถุง และหลักสูตรอบรมเพาะเห็ดฟาง

 

Infomini_icon_artical_page_01.png


mini_icon_artical_page_02


mini_icon_artical_page_03
.


ข้อมูลเชิงชีวภาพของเห็ด (ทั้งเห็ดที่กินได้ และเห็ดเป็นพิษ) และต้นไม้หลากหลายชนิดที่พบในประเทศไทย

 



เชิญชมภาพเห็ดชนิดต่างๆ และวีดีโอ (VDO) เกี่ยวกับเห็ด เทคนิคการเพาะเห็ด การดูแลเห็ด

 



เชิญดาวน์โหลด ebook เกี่ยวกับเห็ด การเพาะเห็ด และอื่นๆได้ที่นี้ ไม่มีค่าใช้จ่าย

 

mini_icon_artical_page_04 mini_icon_artical_page_05 mini_icon_artical_page_06
.


.
.
LIKE & COMMENT

  • comment
  • comment2

.

.

.
.

@ 2010-2011 ศูนย์เรียนรู้ ifarm Contact :: 081-555-1297 Email :: ifarm@ifarm.in.thnew_logo_black